บทที่ 1
“สมมติว่าฉันอยากกินข้าวมันไก่ มันไม่จำเป็นหรอกว่า จะเดินเท้า ปั่นจักรยาน ขี่มอเตอร์ไซค์ ขับรถไปซื้อหรือจะโทรสั่งให้มาส่งก็แล้วแต่ มันอยู่ที่ว่าทำอย่างไรถึงจะได้ข้าวมันไก่มากินต่างหาก ที่ถือว่าเป็นเป้าหมายสูงสุด”
ข้าพเจ้าเดินขึ้นเขามาได้ซักระยะนึงแล้ว ความเหนื่อยล้าถาโถมใส่เหมือนมีอิฐหินปูนทรายขนาบหน้าแข้งหน้าขาขึ้นภูผามาด้วย อีกทั้งสัมภาระที่อยู่บนหลังก็หนักอึ้ง ทำให้คำนึงถึงว่าเราแบกข้าวของไม่จำเป็นมาด้วยหรือเปล่า หากแต่คิดดูอีกทีก็สำคัญทั้งนั้น ไหนจะอุปกรณ์นอนเต็นท์ ไหนจะเป็นเครื่องหุงต้มอาหาร นี่ยังพาลไปถึงกล้องถ่ายภาพ เอาไว้จับพระอาทิตย์ที่จะสถิตตรงเส้นขอบฟ้า ยามเมื่อสายัญลาลับ นำพาซึ่งความหนาวเหน็บบนยอดเขา อีกทั้งดวงดาวยังพรั่งพราวสกาวแสงระยับประดับนภาที่มืดมิด หากแต่ยังมีจริตเหลือพื้นที่ให้ดวงจันทร์ข้างแรมได้ส่องแสงสีเหลืองนวลรำไรได้อวดโฉมบ้าง ว่าแล้วจันทร์จ้าวก็บอกว่า เฮ้ย..ท้องฟ้ากว้างใหญ่ ไว้ให้เป็นเดือนข้างขึ้นบ้างเถอะ พวกเอ็งดาวเล็กดาวน้อยน่ะไม่ได้ระยิบระยับอย่างนี้หรอกโว้ย
สักพักดวงอาทิตย์ก็โผล่จ้าแทงเข้าตาข้าพเจ้าทั้งสอง ครั้นบอกว่า...นี่เพิ่งบ่าย ยังไม่มืดเสียหน่อย หากเดินช้ากว่านี้ พรุ่งนี้เช้าก็ไม่ถึงยอด แล้วเอ็งก็จะอดเห็นข้าเผยอหน้าฝ่าขอบฟ้าขึ้นมาส่องแสงอีกเป็นคำรบแล้วคำรบเล่า ไอ้งี่เง่าเอ๊ย ฮ่าๆๆ
หลังจากเสียสติกับความร้อนของสุริยะไปพักใหญ่ ข้าพเจ้าก็เขยิบจังหวะฝีเท้าให้เร่งเร้าขึ้นไปอีก พลางพลิกหน้าแผนที่ทางขึ้นเขา เร่งฝีเท้าไม่ตกราวกับวิ่งหนีความผิดที่โดนแม่จับได้ว่าฉี่รดที่นอนตอนเด็ก อากาศตอนกลางวันของที่นี่ร้อนฉ่า เมล็ดเหงื่อบนใบหน้าและศีรษะพรูพรั่งดั่งลาวาทะลักจากปล่องภูเขาไฟก็ไม่ปาน ไหลอาบหน้าเรื่อยลงต้นคอ ไล่ลงไปชะลอกักเก็บตรงเป้ากางเกง ก่อนไหลลงชะเลียไปที่ขาทั้งสองข้าง ระหว่างง่ามนิ้วทั้งห้าแล้วก็ไปไหนต่อไม่ได้เพราะข้าพเจ้าใส่รองเท้าผ้าใบ สุดท้ายก็ต้องระเหยระเหิด กลายเป็นกลิ่นเหม็นอับซับซ่อนเกาะติดบาทาอยู่ร่ำไป เฮ้อ...ข้าพเจ้าเสียสติเพ้อเจ้ออีกแล้วสิเนี่ย
ภูเขานี้มีความสูงเท่าตึกแปดสิบชั้น ถูกตัดถางพื้นที่ทำเป็นถนนลาดยาวขึ้นสู่ยอดแล้วกว่าสิบปี จะขับรถขึ้นมาคงสะดวกกว่าใช่ย่อย และคงกินเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็จะได้สัมผัสกับเบื้องล่างที่เห็นหมู่บ้านตรงตีนเขาเพียงปลายนิ้วก้อย ถ่ายรูปซักเล็กน้อยเพื่อเอาไปลงในเฟสบุ๊ค ก่อนจะขับรถกลับลงมา หาร้านอาหารอร่อยๆในเมืองกิน...
เอาใหม่ๆ ลืมบรรทัดข้างบนไปซะ!!
ภูเขานี้มีความสูงเท่าตึกแปดสิบชั้น ถูกตัดถางพื้นที่ทำเป็นถนนลาดยาวขึ้นสู่ยอดแล้วกว่าสิบปี แต่ข้าพเจ้าจอดรถไว้ที่หมู่บ้านตรงตีนเขา ก่อนเดินทางแต่เช้าเพื่อขึ้นเขาด้วยสองเท้าให้ทันก่อนพลบค่ำ ระหว่างทางก็เดินชมมวลหมู่ไม้หลากหลายพันธุ์ที่เรียงรายชูชันรอบๆเขา พบปะพวกชาวดอยที่ขึ้นมาเก็บผลไม้และสมุนไพรในป่าเอาลงไปขายที่ตลาดด้านล่าง เจอเจ้ากระรอกตัวน้อยมองข้าพเจ้าราวกับพบอนันดา อีกทั้งเก้ง กวาง ช้างป่า สุดปารถนาล้วนได้มา ดั่ง อฐิษฐาน อันนี้เป็นเพลงของคุณมาโนช พุฒตาล เมื่อมองลงไปยังด้านล่าง เห็นหมู่บ้านที่จากมาเล็กลงเรื่อยๆ มันถูกย่อขนาดลงด้วยสายตามนุษย์ที่ทำระยะห่างจากวัตถุได้อย่างน่าพิศวง ยิ่งใกล้ยิ่งใหญ่ ยิ่งไกลยิ่งเล็ก ยิ่งน้อยยิ่งมาก ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งยง ยิ่งศักดิ์ ยิ่งยศ ปัญญา มาให้หมด กร๊ากกกกๆๆ
เข้าเรื่องๆ หากวันนี้เป็นไปตามเป้า เมื่อถึงยอดก็กางเต็นท์ และเก็บภาพแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ในวันนี้ และต้องเตรียมฟืนไฟให้พร้อมเพื่ออบอุ่นร่างกายในตอนกลางคืน ก่อนจะแหกขี้ตาตื่นให้ทันพระอาทิตย์จะมาเคาะประตูบ้านในตอนรุ่ง เพื่อเก็บเรื่องราวของแสงแรกในวันพรุ่ง อา...เมื่อเป็นไปตามนี้การลาหยุดงานของเราก็เต็มไปด้วยรางวัลแห่งชีวิตที่อุทิศให้กับเรื่องบ้าๆเสียฉิบ
บทที่ 2
“...ก็คงเหมือนกับพวกนักปีนเขาต่างๆทั่วโลก ยอดเขาคือเป้าหมายสูงสุด หากแต่ระหว่างทางนั้นก็มีอะไรให้น่าจดจำไปไม่น้อยกว่ากัน และเมื่อถึงยอดสูงสุดของที่สุดแล้ว เมื่อมองลงมายังเบื้องล่าง ไอ้ระหว่างทางที่เราขึ้นมานั่นแหละที่ทำให้เราขึ้นมาถึงที่นี่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าลืมขอบคุณทุกๆสิ่งที่สร้างเราขึ้นมาจนเป็นเราทุกวันนี้”
ข้าพเจ้าถึงยอดเขาก่อนพลบค่ำพอดี
อากาศบนนี้เย็นใช่เล่น ต่างกับเมื่อบ่ายราวหน้ามือกับหลังเท้า ข้าพเจ้าเก็บภาพดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้ทันเวลา สวยงามซะไม่รู้จะบรรยายอย่างไร ว่าแล้วก็กางเต็นท์ หาอาหารกินจากในเป้ เป็นอาหารกระป๋องไม่มีอะไรมากมาย หลังจากนั้นก็นั่งเขียนบันทึกเรื่องวันนี้ นอนฟังเสียงจิ้งหรีดร้อง เสียงต้นไม้โยกไหวตามแรงลม เสียงลมหายใจของข้าพเจ้าและเสียงของความหนาวเขย่าที่นอนให้ขนลุกชันแม้จะห่มผ้าจนเป็นมัมมี่รีเทิร์นก็ตาม จากนั้นก็หลับใหลไปกับความเพลีย....
พั่บๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นขึ้นมา แสงแรงลมกระพือปีกแรงเร้าให้ต้นไม้โยกเย้าไปมาไร้ทิศทาง พลางหยิบนาฬิกาขึ้นมาดู นี่มันหกโมงสิบห้า โอยยย ข้าพเจ้าพลาดการได้ชมแสงแรกของวันนี้เข้าเสียแล้ว แต่หากเป็นเสียงลมอะไรนะ ที่ทำให้ตระหนกได้ถึงเพียงนี้ ว่าแล้วก็รูดซิปเต็นท์ลงมาชะโงกหน้าออกไปมอง เป็นเสียงเครื่องจักรที่มีชื่อว่าเฮลิคอปเตอร์นี่เอง มันขึ้นมาได้ยังไงเนี่ย ?
“เฮ้ย ดับเครื่องสิดับเครื่อง เดี๋ยวคนดูในรายการเขาก็รู้หรอกว่าเรานั่ง ฮ.ขึ้นมาถ่ายทำบนนี้พอดี” เสียงๆนึงปรากฏ
“เอาล่ะนะ กล้องพร้อม ไฟพร้อม พิธีกรพร้อมมั้ยครับ”
“เดี๋ยวๆ แป๊ปนึงค่ะพี่โปรดิวเซอร์ ขอพรมน้ำบนหน้าพิธีกรหน่อย คนดูเขาได้รู้ว่าพิธีกรเราเหนื่อยกว่าจะเดินขึ้นเขามาบนนี้ได้ เอาล่ะเสร็จแล้ว พร้อมค่าพี่” เมคอัพกระเทยพลางชูนิ้วโป้งให้สัญญาณ หากอ่านมาถึงท่อนนี้ กรุณาอ่านซ้ำแล้วทำเสียงดัดจริตให้เมคอัพอาร์ติสผู้นี้ซักนิดส์นึง
“กล้อง 1 ถ่ายได้”
“สวัสดีครับท่านผู้ชม แฮ่กๆ วันนี้พวกเรากองถ่ายทำสารคดีเที่ยวไปเรื่อย แฮ่กๆ พาท่านมายืนบนยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศ แฮ่กๆ เหนื่อยเอาการเลยครับ แฮ่กๆ กว่าจะปีนขึ้นมาถึงนี่ก็เช้าพอดี กว่าสิบชั่วโมงที่ดั้นด้นกันขึ้นมา แฮ่กๆ คุ้มค่าจริงๆกับสิ่งที่เห็น แสงแรกของวัน โอวว สวยมากๆครับ แฮ่กๆ จากบนนี้เราเห็นวิวโดยรอบได้ 360 องศาเลยครับ แฮ่กๆ นี่ล่ะครับทะเลหมอก ชมไปพร้อมๆกับเราเลยครับ ว่ามันแฮ่กๆ สวย...แค่...ไหน แฮ่กๆ”
“ค๊าททททททททททท….เยี่ยมมากเลยครับ สมแล้วที่เป็นพิธีกรท่องเที่ยวอันดับต้นๆของประเทศ เรตติ้งกระฉูดแน่ๆ เยี่ยมจริงๆเอ้า เฮ่ย!! เก็บของๆ บอก ฮ.ติดเครื่องด้วย เดี๋ยวต้องลงไปถ่ายร้านอาหารเจ๊มะเหม่ตรงตีนเขาอีก นัดเขาไว้แปดโมงนะโว้ย ไปๆ”
“อากาศหนาวอย่างนี้ อีคุณพี่กระเทยยังจะเอาที่ฉีดน้ำมาพรมหน้าให้ดูว่าเป็นเม็ดเหงื่อ กูล่ะเชื่อแมร่งจริงๆ”
“ไม่เป็นไรพี่ ซีจีช่วยได้”
“ถ้าซีจีช่วยได้ แล้วจะขึ้นมาทำดาไลลามะอะไรวะ ถ่ายบลูสกรีนในสตูฯไม่ง่ายกว่าเรอะ ไอ้บ้านี่”
ว่าแล้วเสียงเอะอะโวยวายเมื่อครู่ก็จากไป...ทิ้งไว้แต่ข้าพเจ้ากับเรื่องราวเมื่อสิบกว่านาทีฝังไว้ในหัว
ละสายตาจาก ฮ. หันไปมองพระอาทิตย์ที่ขึ้นอยู่เบื้องหน้าเหมือนจะบอกกับข้าพเจ้าว่า...
“หนาวมั้ยล่ะ”

